พุทธลักษณะพระคง
รายละเอียดของพระเศียร (ศรีษะ) และ พระพักตร์ (ใบหน้า)
พระเศียร (ศรีษะ) ของพระองค์จะเป็นแบบเศียรโล้นพระนลาฎ (หน้าผาก) ปรากฎไรพระศก (ไรผม) เป็นเส้นนูนชัดเจน รูปพระพักตร์ (ใบหน้า) จะเป็นรูปสี่เหลี่ยมตัดมุมตอนบนกว้างเล็กน้อย องค์ที่ติดพิมพ์ชัดเจนจะปรากฏรายละเอียดต่างๆ ของพระพักตร์ได้แก่ พระขนง (คิ้ว) จะเป็นเส้นนูนเล็กๆ พระเนตร (ตา) จะโปนเกือบกลมหัวตาและหางตาจะรีเล็กน้อย พระนาสิก (จมูก) โด่งขึ้นจากผิวเล็กน้อย ส่วนนี้มักจะไม่ติดพิมพ์พระโอษฐ์ (ปาก) เม้มส่วนใหญ่จะถูกเนื้อคางบีบตอนยกออกจากพิมพ์ พระปราง (แก้ม) จะยุบกรามจะกว้างชัดเจน รอบพระพักตร์จะมีเส้นศิระมณฑลพาดจากบ่าขวาไปบ่าซ้ายเส้นศิระมณฑลนี้จะโย้ ไม่ตรงได้ระดับกับพระเศียร
พระกรรณ (หู) ของพระคงเป็นเส้นนูนเล็กจะดูสั้น ใบหูจะยาวไปจดบ่า ปลายหูมักจะบีบเข้าเข้าหาพระพักตร์เล็กน้อยพอสังเกต หูขวามักจะชิดกว่าหูซ้าย
รายละเอียดของลำพระองค์ (ลำตัว) และพระพาหา (ลำแขน)
ลำพระองค์ (ลำตัว) ของพระคง จะดูเข้มแข็งล่ำสันพระอังสะ (บ่า, ไหล่) งดงามสมส่วน บ่าจะตรงหัวไหล่มนเล็กน้อย ไม่มีรอยสังฆาฎิพาดเพราะเป็นแบบผ้าห่มคลุม มีเส้นนูนเล็กเหมือนคล้องสร้อย ทำเป็นเส้นขอบจีวรห่มคลุมที่พระคงครองอยู่ เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งที่ควรพิจารณา พระอุระ (อก) กว้างมากแต่ลาดเหมือนคนท้วม หน้าท้องไม่คอดกิ่ว ปรากฏพระนาภี (สะดือ) เป็นเนื้อกลมนูน โผล่ขึ้นมาใกล้ข้อพระหัตถ์ซ้าย จะสังเกตได้ว่า สะดือพระคงจะไม่อยู่กึ่งกลางท้อง แต่จะเบียงไปทางขวาขององค์พระเล็กน้อย
พระพาหา (ลำแขน) ด้านขวาจะทิ้งลงมา พระหัตถ์ (ฝ่ามือ) ขวาวางพาดพระชานุ (เข่า) ขวา
นิ้วทั้งสี่เหยียดตรงจรดบนขอบฐานนิ้วโป้งเผยอออกเล็กน้อย
ในซอกแขนขวานี้บริเวณข้างศอกเหนือนิ้วมือขวาจะปรากฏเนื้อนูน ขึ้นมาเล็กน้อย
เป็นตำหนิสำคัญในการพิจารนาพระคงส่วนแขนซ้ายจะทิ้งตรงลงมาแล้วหักศอกแบบสี่เหลี่ยมมุมฉาก
ฝ่ามือซ้ายจะวางพาดตักเป็นแนวขนาน
ปลายนิ้วมือซ้ายจะไม่จรดข้อมือขวาแต่จะมีเส้นเล็กๆ แซมต่อไป ๒ เส้น
ส่วนในซอกแขนซ้ายจะมีเนื้อเกินเป็นคลื่อๆ เม็ดๆ


รายละเอียดของพระเพลา (หน้าตัก) และฐาน
พระคง เป็นพระปรางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร ขาขวาทับขาซ้าย ขาซ้ายไขว้ในโผล่ฝ่าเท้าออกมาเล็กน้อย แข้งขวาจะล่ำสัน ข้อเท้าขวาจะปรากฏเส้นขอบจีวร เป็นเส้นนูนเล็ก ๒ เส้น
ฐานของพระคงจะทำอย่างงดงาม มีความประณีตมาก แสดงถึง รากฐานที่มั่นคงแข็งแรง ฐานทำ ๒ ชั้น ชั้นบนเส้นฐานทำเป็นสันกว้าง บรรจุบัวลูกแก้วแบบบัวคว่ำบัวหงายรวม ๒แถว แถวละ ๙ เม็ด เรียงได้ระยะห่างสวยงามตัวกลางรอยจะเว้าลึกเหมือนห่อตัว จะสังเกตเห็นว่า ถ้าจะนับบัวลูกแก้วจากซ้ายมือเราไปทางขวาบัวเม็ดที่ ๕ และ ๖ ของทั้ง ๒ แถว จะมีระยะช่องไฟห่างกว่าบัวเม็ดอื่นๆ โดยเฉพาะเม็ดที่ ๕ แถวล่างจะโดดเด่นกว่าเพื่อน ในองค์ที่ติดพิมพ์ชัดในซอกระหว่างบัวเม็ดที่ ๕ และ ๖ นี้ปรากฏเนื้อเกินเป็นขีดพาดลงมาแบบหยุกหยิกๆ หางสะบัดไปมา เรียกกันว่า ตัวหนอน ส่วนใหญ่มักจะไม่ติดพิมพ์จะติดก็เพียงส่วนหัวของตัวหนอนเล็กน้อย เป็นอีกจุดหนึ่งในการพิจารนาพระคง

รายละเอียดของผนังโพธิ์
ผนังโพธิ์ของพระคง จะอยู่รอบพระเศียรเหนือพระอังสะทั้งหมดมี ๓ กลุ่มแต่ละกลุ่มมีก้านอยู่ กลุ่มละ ๓ กิ่ง รวม ๙ กิ่ง มีใบโพธิ์ทั้งหมด ๒๐ ใบ ลักษณะกิ่งก้านจะแผ่ออกไปเหมือนก้านต้นไม้จริงๆ ไม่ตรงทื่อแต่มีเลี้ยวลดของกิ่งส่วนใบโพธิ์จะแกะเหมือนใบโพธิ์จริงๆ มีความพริ้วไหวเป็นธรรมชาติ
โพธิ์กลุ่มแรก อยู่เหนือพระเศียรจะยื่นออกจากยอดศิระมณฑล แตกออกเป็น ๓ ก้านให้สังเกตที่ใบโพ ธิ์ด้านขวาของมือเรา ของก้านกลางจะเป็นแบบโพธิ์ซ้อน (ใบทับกัน) ส่วนกิ่งขวามือเราใบใกล้กับโคนกิ่งติดเส้นศิระมณฑลปลายใบจะแตกเป็นปากตะขาบ
โพธิ์กลุ่มที่ ๒ จะอยู่ด้านขวาของพระพักตร์ยื่นออกจากเส้นศิระมณฑลแตกออกเป็น ๓ ก้าน ให้สังเกตที่โคนก้านบนสุดจะมีใบโพธิ์ ๑ ใบ ปลายใบจะแตกเป็นปากตะขาบชัดเจนมากอีกจุดหนึ่งคือ ที่ก้านโพธิ์ด้านล่างสุด จะมีใบโพธิ์ ๒ ใบ (โพธิ์คู่) ห้อยอยู่ให้สังเกตที่ปลายใบโพธิ์ จะชี้ออกไปด้านนอกองค์พระ
โพธิ์กลุ่มที่ ๓ จะอยู่ด้านซ้ายของพระพักตร์ยื่นออกจากเส้นศิระมณฑลเช่นกัน แตกออกเป็น ๓ ก้าน ให้สังเกตที่ใต้กิ่งกลาง จะมีใบโพธิ์อยู่ ๑ ใบ แต่โพธิ์นี้จะไม่ติดพิมพ์ทุกองค์จะเห็นเพียงเลือนๆ อีกจุดที่ควรสังเกตคือ ใต้กิ่งด้านล่างสุดจะมีใบโพธิ์คู่ห้อยอยู่ให้ดูที่ใบด้านนอกใกล้กับขอบ จะเห็นว่าตรงกลางใบจะเป็นแอ่งบุ๋มลงไปเล็กน้อ
ลักษณะของเนื้อพระเมือผ่านการใช้หรือสัมผัสตามระยะเวลา
พระคง ใบหน้านี้เป็พระที่ผ่านการใช้หรือสัมผัสมาไม่มาก ผิวเนื้อพระที่ถูกสัมผัสน้อยเนื้อพระยังคงไม่เกิดปฏิกิริยา กับเหงือหรือน้ำ เนื้อพระจึงยังคงมีความแห้งและหดตามสภาพ อย่างเช่น พระในสภาพแรกๆซึ่งต่อมาเมื่อมีการใช้หรือสัมผัสมากขึ้น ผิวเนื้อจะเกิดความจัดซึ้งเรียบมันวาวขึ้นลักษณะเดียวกับรูปท้ายๆ
เนื้อพระคงที่ผ่านการสัมผัสมาก
พระคง ใบหน้านี้เป็นพระที่ผ่านการใช้หรือสัมผัสมากจนผิวเนื้อ เกิดปฏิกิริยากับเหงื่อและอากาศ เนื้อพระจะเกิดความมันวาวขึ้นเรียบลื่นขึ้น เนืองจาก พระคงเป็นพระที่สร้างจากเนื้อดินละเอียด มีเม็ดแร่กรวดทรายน้อยเมื่อถูกสัมผัสนานวันเข้า ผิวพรรณวรรณะจึงดูจัดซึ้งและนุ่มนวลา (แต่ไม่จัดซึ้งเท่าพระเมืองกำแพงและพระผงสุพรรณ)
พุทธลักษณะ พระเปิม
รายละเอียดของ พระเศียร (ศรีษะ)
พระเศียร (ศรีษะ) ของพระเปิมเป็นแบบเศียรโล้น ถ้าเป็นองค์ที่ติดคมชัดจะเห็นเม็ดพระศกและไรพระศก รูปพระพักตร์ของพระเปิมจะเป็นแบบแตงโมผ่าซีก หน้าจะแป้นแก้มอิ่มปรากฏรายละเอียดเช่น พระขนง (คิ้ว) จะนูนหยักตรงกลางแสกหน้าเล็กน้อยคล้ายนกกำลังบิน พระเนตร (ตา) นูนรียาวเกือบเป็นรูปข้าวหลามตัดพระนาสิก (จมูก) บานแต่ไม่โด่ง พระโอษฐ์ (ปาก) ยื่นออกมาชัดเจน
ลักษณะพระกรรณ (หู) จะทำแบบหูพระพุทธรูป แกะเป็นเส้นคมวงตามขอบนอก ด้านบนดูเป็นแผ่นๆแต่ด้านล่างดูคล้ายติ่งหูเจาะ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า หูขวาจะผอมกว่าหูซ้ายเล็กน้อย
รายละเอียดของลำพระองค์ (ลำตัว)
พระเปิม เป็นพระที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ องค์พระจะดูท้วม พระอุระ (อก) กว้างแต่แบนราบ การห่มจีวรเป็นแบบห่มคลุมใต้พระศอ (คอ) จะเป็นเส้นนูนเล็กคมเรียกว่า เส้นขอบจีวร พระอุระ (อก) จะปรากฏ พระถัน (หัวนม) ทั้งสองข้างชัดเจนมาก พระนาภี (สะดือ) เป็นหลุมใหญ่ จะมีเส้นขอบสบงอยู่ระหว่าง พระนารี (สะดือ) กับ พระหัตถ์ซ้ายชัดเจนมาก
รายละเอียดของพระพาหา (ลำแขน) และพระเพลา (หน้าตัก)
พระพาหา (ลำแขน) ของพระเปิมจะดูท้วม แขนขวาจะทิ้งลงมาวางพระหัตถ์ (มือ) ขวาบนพระชานุ (เข่าขวา) นิ้วพระหัตถ์เหยียดตรงจรดขอบฐาน แขนซ้ายกลางออกเล็กน้อยมือซ้ายวางพาดตักแบบมารวิชัย
พระเพลา (ตัก) ขาไขว้แบบขัดสมาธิเพชร เหนืออาสนะผ้าทิพย์ ๗ ขีด เหนือตักบริเวณหลังมือซ้ายจะมีติ่งนูนและระหว่างหน้าตักและลำแขนซ้ายจะปรากฏเส้นชายจีวรพาดลงมาที่เข่าซ้าย
รายละเอียดของ ฐาน
ฐานของพระเปิม มีด้วยกัน ๓ ชั้น ฐานชั้นบนเป็นแบบฐานบัวลูกเรียงยาวรวม ๒๑ เม็ด ฐานชั้นกลาง จะเป็นเส้นหนาเช่นกันแต่จะบางกว่าชั้นบนและชั้นล่าง ส่วนฐานชั้นล่างจะหนากว่าทุกชั้น ในองค์ที่ติตพิมพ์ชัดเจน หน้าฐานของฐานชั้นล่าง จะเ ป็นรูป ๓ เหลี่ยมแบบบัวฟันปลามีลูแก้วอยู่ในช่องว่าง จุดที่น่าสังเกตคือ ปลายฐานชั้นกลางด้านขวาขององค์พระจะไม่จรดขอบแต่จะแตกออกเป็น ๓ แฉก ในขณะที่ปลายฐานชั้นกลางด้านซ้ายองค์พระจะลาดลงไปจรดขอบและในช่องว่างระหว่างฐานทั้ง ๓ ชั้น จะปรากฏเส้นน้ำตกโดยเฉพาะบริเวณปลายฐานด้านขวาองค์พระ ในช่องว่างระหว่าง ฐานชั้นบนกับฐานชั้นกลางและระหว่างฐานชั้นกลางกับฐานชั้นล่างจะเห็นชัดเจนมาก
รายละเอียดของ ผนังโพธิ์
ผนังโพธิ์ของพระเปิมจะแสดงรายละเอียดของใบและก้านโพธิ์ได้อย่างคมชัด และสวยงามเนื่องจากพระเปิมมีขนาดค่อนข้างใหญ่มีเนื้อที่มาก ผนังโพธิ์ของพระเปิมมีก้านโพธิ์รวม ๑๐ ก้าน มีใบโพธิ์รวม ๘๖ ใบ ลักษณะของกิ่งและใบจะดูเป็นธรรมชาติมีความพลิ้วไหวไม่แอข็งกระด้าง อธิบายเป็นสัดส่วนได้ ๓ ส่วนดังนี้
ส่วนที่ ๑ อธิบายกลุ่มโพธิ์ส่วนที่อยู่ช่วงเหนือพระอังสะ (บ่า,ไหล่) ขึ้นไปมีก้านโพธิ์ทั้งหมด ๕ ก้านโดยเราจะดูจากไหล่ขวาวนผ่านพระเศียรไปไหล่ซ้ายเป็นหลัก
ก้านที่ ๑ จะโผล่จากรอยต่อของเส้นขอบจีวรบริเวณพระศอ (คอ) ใกล้บริเวณเหนือไหล่ขวาจะมีใบโพธิ์โผล่ปลายออกมามองดูคล้าย อินธนู
ก้านที่ ๒ จะโผล่จากซอกหูด้านบน
ก้านที่ ๓ จะโผล่ออกจากกลางเหนือเศียรพอดี
ก้านที่ ๔ จะโผล่ออกจากซอกหูบนด้านซ้าย
ก้านที่ ๕ จะโผล่ออกจากหัวไหล่ซ้าย ใกล้ๆ บริเวณนี้ใต้ก้านจะมีปลายใบโพธิ์โผล่ออกมาจากหัวไหล่ซ้าย มองดูคล้าย อินธนู
ส่วนที่ ๒ อธิบายถึง กลุ่มโพธิ์บริเวณผนังด้านขวาองค์พระก้านโพธิ์ก้านนี้มีด้วยกัน ๒ ก้าน
ก้านที่ ๑ โผล่ออกมาจากข้อมือขวา ก้านจะเป็นเส้นเรียวเล็กกว่า ก้านอื่นๆ
ก้านที่ ๒ จะโผล่ออกจากลำแขนขวาท่อนบน ระหว่างก้านโพธิ์ทั้ง ๒ ก้านนี้ จะมีใบโพธิ์อยู่ใบหนึ่ง ผุดออกมามีลักษณะคล้ายหัวลูกศร
ส่วนที่ ๓ อธิบายถึง กลุ่มโพธิ์บริเวณผนังด้านซ้ายองค์พระก้านโพธิ์ด้านนี้มีด้วยกัน ๓ ก้าน
ก้านที่ ๑ จะโผล่ออกมาจากหัวเข่าซ้าย ก้านนี้จะเป็นเส้นเรี้ยวเล็กกว่าก้านอื่นที่น่าสังเกตคือ ก้านนี้จะอยู่ในมุมแคบชิดขอบจึงไม่ปรากฏใบโพธิ์
ก้านที่ ๒ จะโผล่ออกจากหน้าตักซ้ายใต้ศอก ที่น่าสนใจคือ ใต้กิ่งจะมีใบโพธิ์อยู่ ๒ ใบ มีลักษณะเหมือนหัวลูกศร
ก้านที่ ๓ จะโผล่ออกจากลำแขนซ้ายท่อนบนวิ่งโค้งน้อยๆเหมือนกิ่งกำลังห้อย ใต้กิ่งจะมีกลุ่มใบโพธิ์ ๓ ใบ มีลักษณะเหมือน หัวลูกศร