เทวรูปสำริดศิลปขอม อายุราวพุทธศตวรรที่ 10 สูง 4.5นิ้ว ไม่มีชำรุด ราคา 25,000 บาท

Narai Immage Art of Angkon Style Billding from Bronze Age~ 1000 Year price 25,000 Bath Lite Time Warantee

Back to main page   Go to shop now       My webboard    Gast Book    ดิสคอฟเวอร์รี่ไทยแลนด์        รวมบทความ  และ  ประวัติศาสตร์ ทั่วไป    เว็บบอร์ดเช็คพระ    

งานหล่อสำริดรูปพระพิฒเนตรศิลปแบบเขมร  สำริดโบราญมีซ่อมตรงพระกร นิดหน่อย

ศิลปแบบเขมร ( Histry of the Kamare Art style )  

                                    ชนชาติขอม (เรียกเขมรในปัจจุบัน) เป็นบรรพบุรุษของชนชาติกัมพูชาในปัจจุบัน ในระยะหนึ่งชนชาติขอม (เรียกเขมรในปัจจุบัน) ได้เคยแผ่อำนาจเข้ามาในประเทศไทย ลาว และแถบปากแม่น้ำโขง
                       ประวัติของอาณาจักรเขมรได้เริ่มต้นขึ้น ราวพุทธศตวรรษที่ 6 โดยเริ่มจากอาณาจักรชื่อ "ฟูนัน" (Funan) :ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคใต้ของแหลมอินโดจีน
อาณาจักรฟูนัน (Funan) มีเมืองหลวงตั้งอยู่แถบเมืองบาพนม ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน และต่อมาได้ขยายอาณาเขตไปยังแคว้นที่ชื่อเจนละ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเทศกัมพูชานั่นเอง โดยแคว้นเจนละได้เจริญขึ้นมาแทนอาณาจักรฟูนัน (Funan) ในเวลาต่อมา
                                                             โดยศิลปะเขมรที่ได้มมีกาารค้นพบประติมมากรรมเริ่มต้นจากศิลปะแบบพนมดา ราวพุทธศตวรรษที่ 1100 หลังจากนั้นก็ได้มีการสืบทอดศิลปะอย่างต่อเนื่อง ถึงศิลปะแบบกุเลน ซึ่งเป็นช่วงหัวต่อระหว่างก่อนสร้างเมืองนคร และแบบเมืองนคร มาจนถึงศิลปะแบบนครวัด แบบบายน เจริญรุ่งเรืองสืบมา จนกระทั่ง ราวพุทธศตวรรษที่ 20 - 21 อาณาจักรเขมรจึงได้เสื่อมลงในที่สุด
                                             ศิลปะแบบเขมร มีทั้งสถาปัตยกรรมที่ใช้วัตถุถาวร ใช้ไม้ และใช้วัตถุผสมทั้ง 2 ชนิด ปัจจุบันสถาปัตยกรรมที่ยังคงเหลือ คือสถาปัตยกรรมแบบที่สร้างด้วยอิฐและศิลา โดยส่วนใหญ่มักเป็นสถาปัตยกรรมแบบปราสาท หรือศาสนสถาน ทั้งแบบหลังเดียวและหลายหลัง
                                          

                           ผมเองนั้นเดิมที่ตั้งใจที่จะศึกษาศิลปเขมรนั้นก็เพียงเพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวความรู้ที่จำเป็น ในการสะสมพระพุทธรูปและเทวรูปเขมร ละศิลปในแนวๆนี้แต่ต่อมาในภายหลังกลับพบว่าศิลปเขมรนั้นแบ่งย่อยลงไปอีกมาก มีทั้งงานหลวง ศิลปแบบชาวบ้าน ศิลปแบบผสมผสานจากวัฒนธรรมอื่นๆ อีกหลายประเภท (เมืองขึ้น)หากไม่ศึกษาอย่างละเอียดและรอบคอบโดยการแบ่งแยกอย่างชัดเจนนั้นจะไม่สามารถที่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ได้เลยครับ   ผมจึงได้คัดลอกเรื่องราวจากตำราเพื่อเป็นการเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของศิลปอันเนื่องมาจากปัจจัยหลายๆอย่างดังนี้ครับ


การแบ่งศิลปะเขมรออกเป็นแบบต่าง ๆ ใช้การแบ่งตามความแตกต่างของศิลปะ โดยสามารถแบ่งแยกเป็นแบบดังต่อไปนี้

 

ศิลปะแบบกุเลน ( Kulen Style ) ราวพุทธศตวรรษที่ 1370 - 1420 (8th - 9th Century)

เป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประติมากรรมในระยะนี้แสดงออกถึงความลังเลใจและความไม่แน่นอนทางการเมืองของช่างชาวเขมร เช่นการแต่งกาย การนุ่งโจงกระเบน ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ โดยแบบที่ 1 มีชายพกซึ่งมีขอบด้านบนเป็นจีบริ้ว อีกแบบหนึ่งไม่มีชายพก มีเพียงแต่ผ้าห้อยเป็นรูปคล้ายสมอเรืออยู่ข้างหน้า
                   เครื่องแต่งกายและประติมากรรมในช่วงนี้แตกต่างกันออกไป ดังเช่นรูปพระนารายณ์ ซึ่งตั้งแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์กีเมต์ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส การแต่งกายคือมีชายผ้าซ้อนกัน 2 ชั้นเป็นรูปสมอเรือ มีชายพกที่ต้นขาด้านซ้าย สลักอย่างคร่าว ๆ

โดยทั่วไปประติมากรรมแบบนี้ส่วนใหญ่จะพบในศิลปะแบบรุ่นหลังกว่านี้ คือ ศิลปะแบบพะโค (Phreah Ko) ส่วนประติมากรรมแบบอื่น ๆ จะไม่มีผ้าห้อยรูปสมอเรือลงมาด้านหน้า ทำให้บ่งบอกได้ว่า ศิลปะในระยะนี้ยังไม่มีความลงตัวมากนัก เนื่องจากเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ระหว่างสมัยก่อนสร้างเมืองพระนคร กับสมัยเมืองพระนครประติมากรรมส่วนใหญ่ ล้วนสวมหมวกทรงกระบอก ไม่ปิดขมับ ส่วนในช่วงปลายของศิลปะแบบกุเลนพบว่ามีบ้างที่สร้างเทวรูป แบบมีกระบังหน้าเล็กน้อย สวมพร้อมกับมงกุฎทรงเตี้ย สำหรับศิลปะแบบนี้แต่กลับพบว่าไม่ปรากฏเทวรูปสตรีเลย แม้แต่เพียงรูปเดียว

ศิลปแบบพะโค

ราวพุทธศตวรรษที่ 1420 - 1440 (9th Century)

               เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ สำหรับศิลปะแบบพระโค จากการพิจารณาศิลปะแบบพระโค พบว่าผู้สร้างศิลปะแบบนี้มีความมั่นใจในการสร้างประติมากรรมมากขึ้น กว่าแบบกุเลน ช่างผู้สร้างประติมากรรมสามารถสร้างประติมากรรมรูปลอยตัวโดยมิต้องสร้างวงแหวนเพื่อคอยรองรับแขน จำนวน 4 ข้าง อีกต่อไป ประติมากรรมในช่วงเวลานี้มีลักษณะค่อนข้างอ้วน ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายศิลปะแบบกุเลน ปรากฏหนวดเคราบนใบหน้าบุรุษ ซึ่งเรียกได้ว่าพบเคราบนใบหน้าบุรุษเป็นครั้งแรกที่ศิลปะแบบนี้ ส่วนประติมากรรมสตรียังคงความงดงามเช่นเดิม แต่ใบหน้าค่อนข้างใหญ่
                                 ส่วนการแต่งกาย เทวรูปชายนุ่งโจงกระเบน มีขอบผ้าด้านล่างตัดเป็นแนวตรง สลักปลายชายพกที่ขาด้านซ้ายชัดเจนกว่าแต่ก่อน และมีชายผ้ารูปสมอห้อยลงมาด้านหน้ากระบังหน้ามีความยุ่งยอกซับซ้อนมากยิ่งขึ้น คือมีลายบัวขาบคั่นอยู่ระหว่างลายใบไม้บนยอดกระบัง ส่วนการเกล้าผมของเทวรูปบางองค์เป็นมวยรูปทรงกระบอกแคบ มีผมเป็นวงโค้งเล็ก ๆ ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ

Description for Angkon Histry by Art style

|1220 - 1440 THE DECLINE AND FALL OF ANGKOR AND THE KHMER EMPIRE:

From around 1220 when Jayavarman VII [Map]dies, the Khmer Empire declines and the Thai Empire to the west of Kambuja becomes the dominant force in southeast Asia. The Cham people to the east of Kambuja and the Laotians to the north also become increasingly significant in the region. Hinayanist Buddhism, advocating a simple life of both people and priests becomes established in Kambuja.

 

|1296 The Chinese ambassador and his entourage visit Kambuja and spend a year in Angkor. Chou Ta-Kuan, one of the Chinese officials, writes his report of late 13th-century Kambuja from which much of our knowledge of the kingdom at this time is drawn.

|1350 The Thai capital is moved to Ayudhya, near Angkor. This threatens the increasingly weak Cambodian Kingdom.

|1350 - 1430 Almost continual warfare between the Thais and Khmers is waged during this period.

|1369 The Thais attack Angkor and take the city. They control it briefly.

|1389 Angkor again falls to the Thais.

|1431 The Thais launch a major attack on Angkor. After a seven-month siege, Angkor falls and is sacked and looted. The city is deserted the following year and the capital is moved east to the region of Phnom Penh.

 

Back to main page   Go to shop now       My webboard    Gast Book    ดิสคอฟเวอร์รี่ไทยแลนด์        รวมบทความ  และ  ประวัติศาสตร์ ทั่วไป    เว็บบอร์ดเช็คพระ    

  Copy Right DiscoveryThaiLand 2003 desined by nokkiller@hotmail.com